Vermillion
posted on 08 Jul 2010 18:37 by strawberryfields in short-fanfiction
Vermillion
Genre: Angst
“ห้า...สี่... สาม...สอง...หนึ่ง... แฮปปี้นิวเยียร์!!”
ทันทีที่เข็มนาฬิกาวินาทีเคลื่อนบรรจบกับอีกสองเข็มที่เลขสิบสอง พื้นที่แคบมืดในผับก็อึกทึกไปด้วยเสียงเปรี้ยงปร้างของพลุไฟที่ถูกจุดให้ระเบิดบนเวที เพลงฮิปฮ็อปบีทหนักจนหูอื้อถูกเปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมๆกับที่เหล่ามนุษย์กลางคืนพากันเฮลงไปเต้นเบียดเสียดกันกลางฟลอร์
ร่างสูงของฮวางชานซองผละจากกลุ่มเพื่อนก่อนจะชะเง้อมองหาคนรักของเขา...อีจุนโฮ ความสูงที่มากกว่าคนอื่นไม่ได้ช่วยให้มองเห็นง่ายขึ้นเนื่องจากความมืดและคนที่แน่นจนมองแทบไม่เห็นอะไรสักอย่าง ตอนนี้พวกเขาอยู่ในผับเล็กๆแห่งหนึ่งใกล้กับมหาลัย เนื่องจากวันนี้เป็นวันปีใหม่ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมาฉลองเพื่อผ่อนคลายหลังจากที่เครียดมาเป็นเวลานาน และยังต้องไปเครียดกับสอบปลายภาคที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่เดือนนี้อีก
“จุนโฮ”
ชานซองลองเรียกฝ่าเสียงดังลั่นของดนตรีเผื่อว่าจุนโฮจะอยู่แถวนี้แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น
ร่างสูงเดินฝ่าฝูงคนที่เบียดกันแน่นจนแทบไม่มีที่ยืนเพื่อจะออกไปข้างนอกแล้วค่อยโทรหาจุนโฮอีกที
เพราะขืนอยู่ในนี้โทรไปคงไม่ได้ยินเสียงอะไรอยู่ดี
“ขอโทษครับ ขอทางหน่อย”
ไม่ชอบที่แบบนี้เลย... ชานซองบ่นในใจในขณะกล่าวขอโทษก่อนจะเบียดตัวเองเดินผ่านผู้หญิงกับผู้ชายที่กำลังแลกจูบกันไม่สนใจสายตาใครกลางฟลอร์... แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีใครสนใจอยู่ดีเพราะหลายคนก็กำลังทำแบบเดียวกัน
“ชานซอง”
ร่างสูงสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงมืออุ่นคว้าเข้าที่ต้นแขน เมื่อหันไปมองก็พบว่าคนที่ตนตามหาอยู่กำลังส่งยิ้มมาให้ก่อนจะกล่าวอะไรบางอย่างซึ่งชานซองไม่ได้ยิน
“อะไรนะ”
จุนโฮพูดซ้ำอีกครั้งแต่ถูกเสียงกระหึ่มของดนตรีกลบจนไม่มีเสียงเล็ดรอดมาให้ชานซองได้ยิน
ร่างสูงจึงจับมือจุนโฮเดินแทรกผู้คนออกไปข้างนอก
“โอย... คนเยอะชะมัดเลย...”
จุนโฮบ่นเมื่อหลุดออกมาจากฝูงคนที่แน่นเกินกว่าสถานที่จะอำนวย
ที่ผับนี้ปกติคนก็เยอะอยู่แล้ว วันนี้เป็นวันปีใหม่ คนเลยยิ่งเยอะกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“เมื่อกี๊จุนโฮว่าอะไรนะ”
ชานซองถามอีกครั้งในขณะที่มือใหญ่ช่วยจัดเสื้อผ้ายับๆของคนตัวเล็กกว่าให้เรียบร้อย
“ฉันต้องกลับแล้ว
พี่จุนซูโทรตาม”
พี่จุนซูหรือคิมจุนซูก็คือรุ่นพี่ที่เป็นรูมเมทของจุนโฮ
มหาลัยที่พวกเขาอยู่เป็นมหาลัยในโซล
แต่พี่จุนซูที่มาจากแดกูสอบทุนมาเรียนที่นี่จึงต้องอยู่หอพักไปโดยปริยาย ส่วนจุนโฮบ้านก็ไม่ได้ไกลจากมหาลัยนักหรอก
แต่เจ้าตัวอยากออกมาใช้ชีวิตคนเดียวบ้างจึงได้บังเอิญเจอกับพี่จุนซูที่กำลังหาหอพักอยู่พอดีจึงชวนไปอยู่ด้วยกัน
พี่จุนซูเป็นคนเรียบร้อย ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน
ไม่ชอบที่เสียงดังๆแบบนี้และค่อนข้างเจ้าระเบียบ ชานซองจึงวางใจที่อย่างน้อยจุนโฮก็มีพี่จุนซูคอยดูแลเวลาที่เขาไม่อยู่
“งั้นเดี๋ยวฉันกลับด้วย” จุนโฮเลิกคิ้วก่อนจะโบกมือปฏิเสธอย่างเกรงใจ
“ไม่ต้องหรอก ชานซองอยู่ต่อเถอะ” ปาร์ตี้แบบนี้นานๆจึงจะจัดขึ้นอีกครั้ง จุนโฮไม่อยากให้ชานซองหมดสนุกเพราะเขา
“จุนโฮไม่อยู่ฉันก็ไม่รู้จะอยู่ทำไมเหมือนกันนี่” จุนโฮหัวเราะ แต่ก็เงียบไปเมื่อชานซองขมวดคิ้วและยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ
“จุนโฮ นายดื่มมาเหรอ” น้ำเสียงตำหนิเจือด้วยความเป็นห่วงทำเอาจุนโฮพูดไม่ออก เขารู้ดีว่าชานซองไม่อยากให้เขาดื่มเหล้า แต่เขาไม่ได้ดื่มจนเมาสักหน่อย และก็ไม่ได้ดื่มบ่อยด้วย... จะว่าไปนี่เพิ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปีที่เขาแตะเหล้าเลยด้วยซ้ำ
“แค่นิดเดียวเอง
ไม่เป็นไรหรอก”
ชานซองมองอย่างไม่ชอบใจ จุนโฮไม่ดื่มเหล้าเพราะชานซองไม่อยากให้ดื่ม ชานซองรู้ดีว่านี่เป็นงานปาร์ตี้...เป็นข้ออ้างที่ทำให้ทุกคนดื่มกันเป็นธรรมดารวมทั้งจุนโฮด้วย
แต่เขาก็ไม่ชอบอยู่ดี เขาไม่เห็นว่าการดื่มเหล้าจะมีประโยชน์ตรงไหน
“ให้ไปส่งไหม” จุนโฮส่ายหน้า
“ไม่ต้องหรอก พี่จุนซูบอกให้รีบๆกลับ แล้วอีกอย่างฉันก็เอารถมาเองด้วย หออยู่แค่นี้เอง... แล้วเจอกันนะ” ใบหน้าน่ารักส่งยิ้มให้อีกฝ่ายวางใจ เขย่งตัวจูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆก่อนจะวิ่งเหยาะๆไปยังรถสีดำคันเล็กที่จอดอยู่ข้างกับรถสปอร์ตสีดำคันยาวของชานซองโดยที่มีสายตามองตามอย่างเป็นห่วง...
“พี่จุนซู ผมกำลังกลับแล้วนะ เนี่ยขึ้นรถแล้ว... ครับ...ครับ...ไม่เป็นไรหรอก...ผมรู้แล้วน่า...”
มือเล็กหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหารุ่นพี่รูมเมทที่กำลังกังวลเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
เขาทำเสียงล้อๆเมื่อจุนซูกำชับแล้วกำชับอีกว่าให้ขับรถอย่างระวัง
บางทีพี่จุนซูก็เป็นห่วงเขาเกินไป
ไม่ก็ชอบทำราวกับว่าเขาเป็นเด็กๆทั้งที่เขาโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว เขาฟังรุ่นพี่ร่วมห้องบ่นต่อร่วมสามนาทีอย่างเคยชินก่อนจะวางสายไป
ในหัวนึกถึงคำพูดของพี่จุนซูที่บ่นทิ้งท้าย
‘ก็รู้ว่าต้องขับรถกลับมาเองยังจะเมาอีก อย่างน้อยถ้าเมาก็ให้ใครมาส่งสิไม่ใช่ขับเอง เดี๋ยวก็ตายเร็วหรอก...’
“ดื่มไปนิดเดียวเอง...
ไม่ตายหรอกน่า”
จุนโฮพูดกับตัวเองในขณะที่ขับฝ่าความมืดสลัวบนท้องถนน
เขาเองก็รู้ตัวเองไม่มีสติเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเมาสักหน่อย
นี่ไง...เขายังขับรถได้ตามปกติอยู่เลย
“ดึกป่านนี้ไม่มีรถแล้วมั้ง”
ไม่รู้อะไรดลใจ หรืออาจเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ทำให้จุนโฮเหยียบคันเร่งฝ่าสัญญาณไฟที่ยังคงขึ้นเป็นสีแดงอยู่โดยไม่ชะลอความเร็วเลยสักนิด และยังคงฝ่าสัญญาณไฟแดงทุกแยกที่เขาผ่าน
ท้องถนนในเวลาเกือบตีหนึ่งโล่งมากแบบไม่มีรถผ่านสักคันทำให้จุนโฮวางใจ รถสีดำคันสวยยังคงแล่นด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจนถึงแยกไฟแดงสุดท้ายก่อนจะถึงหอพัก จุนโฮไม่ละเท้าจากคันเร่งและขับตรงผ่านสัญญาณไฟอย่างไม่ลังเล หากแต่ในชั่วขณะที่กำลังเคลื่อนผ่านแยกด้วยความเร็วสูง ไฟสีขาวจ้าก็สาดมาจากทางขวาตามด้วยรถอีกคันที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว
จุนโฮร้องดังลั่นพยายามหักพวงมาลัยไปอีกทาง แต่รถที่แล่นด้วยความเร็วสูงขนาดนี้ทำให้เบรกไม่อยู่และหลบไปทางอื่นไม่ทัน รถคันเล็กของจุนโฮจึงอัดปะทะเข้ากับด้านข้างของรถที่แล่นตัดหน้ามาเสียงดังสนั่น ความรู้สึกสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบคือรถที่หมุนเหวี่ยงรุนแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ แรงปะทะจากกระโปรงหน้าของรถที่ทำให้ร่างของจุนโฮเหวี่ยงไปข้างหลังชนกับเบาะและถูกอัดย้อนกลับมาก่อนที่ร่างทั้งร่างจะกระเด็นทะลุกระจกหน้าออกมากระแทกพื้นถนน
……………………………………………………….
เสียงหวอแสบแก้วหูของรถพยาบาลทำให้จุนโฮรู้สึกตัวอีกครั้ง ดวงตาเรียวเปิดขึ้นช้าๆ กระพริบถี่เมื่อแสงสีแดงของไซเรนสว่างวาบเข้าตา เขามองไปรอบตัว ตั้งสติอยู่พักหนึ่งกว่าสมองจะประมวลผลได้ว่าตอนนี้กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่ แก้มขวาแนบกับพื้นถนนเย็นๆที่เปียกไปด้วยของเหลวเหนียว กลิ่นฉุนคาวและความรู้สึกเจ็บแสบที่หัวทำให้จุนโฮเข้าใจได้ทันทีว่ามันคือเลือดของเขา จุนโฮพยายามขยับตัวหากแต่ร่างกายเจ็บร้าวไปหมด แขนขาวที่เต็มไปด้วยรอยถลอกพยายามยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบากแต่ก็ทรุดลงเหมือนเดิมจากความเจ็บที่แล่นไปทั้งแขน
“อ๊ะ!!!”
จุนโฮสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงแรงดึงจากด้านหลังช่วยประคองเขาให้ลุกขึ้น
เขาหันไปโค้งหัวขอบคุณเจ้าหน้าที่อาสาสมัครคนนั้นที่ช่วยพยุงเขาเดินไปทางรถพยาบาล
หากแต่หางตาเรียวเหลือบไปเห็นสภาพรถคู่กรณีที่พังยับเยินไม่มีชิ้นดีจนดูไม่ออกว่าก่อนหน้านี้รถคันนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
ความรู้สึกแย่ๆวูบโหวงในใจ เป็นเพราะความสะเพร่าของเขาจึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
“โอ๊ย”
ทันทีที่ทิ้งน้ำหนักลงขา ความรู้สึกเจ็บแปลบก็แล่นริ้วจากหน้าแข้ง ปวดเข้าไปถึงกระดูกจนน้ำตาคลอ เพียงเท่านี้จุนโฮก็รู้แล้วว่านอกจากหัวแตกและแขนหักแล้ว ขาก็ยังหักอีกด้วย เจ้าหน้าที่หนุ่มคนที่ช่วยเหลือเขาอยู่จึงให้เขายืนรออยู่กับที่ก่อนแล้วจะไปเอาเปลมาช่วยหามเพื่อไม่ให้บาดแผลลุกลามไปมากกว่านี้
เมื่อเหลือจุนโฮยืนอยู่คนเดียว เขาก็มองสำรวจไปรอบๆ ความรู้สึกผิดกัดกินเต็มหัวใจเมื่อมองสภาพรถสีดำของอีกฝ่ายที่พังยับไม่เหลือสภาพเดิม
เด็กหนุ่มค่อยๆเดินลากขาไปทางรถคู่กรณีอย่างยากลำบาก
พอดีกับที่เจ้าหน้าที่สองสามคนที่เคลียร์พื้นที่อยู่เดินผ่านมาพอดี
“เอ่อ...ขอโทษนะครับ... แล้วเจ้าของรถคันนี้เขา.....”
เจ้าหน้าที่สองคนมองหน้ากันสลับกับมองจุนโฮ
ก่อนที่จะพยักพเยิดไปทางรถกู้ภัยที่ยังคงเปิดไซเรนเสียงแสบแก้วหูทิ้งไว้ จุนโฮใจหายเมื่อได้ยินเจ้าหน้าที่บอกว่าอีกฝ่ายเสียชีวิตทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ
เด็กหนุ่มกลั้นใจทนความเจ็บที่แล่นริ้วไปทั้งขาเดินกระโผลกกระเผลกไปยังท้ายรถกู้ภัยที่เปิดทิ้งไว้ซึ่งมีเปลของคนเจ็บวางอยู่ในนั้น
หากแต่ภาพที่เห็นทำเอาจุนโฮหยุดหายใจไปชั่วขณะ ร่างของชายหนุ่มโชกเลือดที่นอนอยู่ในเปล นิ่งสนิทไม่มีแม้แต่การเคลื่อนไหวที่แสดงให้เห็นว่ายังหายใจอยู่ แขนขาบิดเบี้ยวเหมือนกับว่ากระดูกหักไปหลายส่วน น่ากลัวจนไม่อยากมองต่อ
ทว่าจุนโฮละสายตาออกจากร่างนั้นไม่ได้แม้เพียงเสี้ยววินาที
เพราะร่างสูงที่นอนแน่นิ่งอยู่ในเปลนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่กลับเป็นคนรักของเขา...
ฮวางชานซอง...
ชานซองนอนนิ่งสนิทราวกับอยู่ในห้วงนิทรา...จุนโฮอยากจะเชื่ออย่างนั้น... แต่เลือดที่ไหลอาบเป็นทางบนใบหน้า...
แขนขาที่บิดเบี้ยวผิดรูป และแผ่นอกที่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนไร้ลมหายใจนั้นบ่งบอกให้จุนโฮรู้ว่าตอนนี้คนรักของเขากลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ
จุนโฮถลาตรงเข้าไปหาชานซอง แต่เพราะรีบร้อนเกินไปและด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยทำให้ไม่ทันระวังจึงพลาดท่าล้มลงอกกระแทกพื้น เจ็บร้าวไปทั้งตัวจนร้องไม่ออก แต่ก็ไม่เท่ากับหัวใจที่แหลกสลายไปแล้ว
ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวด้วยน้ำใสๆที่รื้นเต็มดวงตา
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงอาบแก้มเนียนในขณะที่ยันตัวลุกขึ้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั้งกายจนแทบเดินไม่ไหวแต่เขายังคงฝืนพาตัวเองเดินเข้าไปใกล้ร่างไร้ชีวิตของคนรัก
จุนโฮสะอื้นตัวโยนเมื่อเห็นริมฝีปากอิ่มของอีกฝ่ายนิ่งสนิท
ไม่มีรอยยิ้มอ่อนโยนให้เขาเหมือนเคย
“ชาน...ชานซอง...ชานซอง....”
จุนโฮอยากจะตะโกนเรียกให้ชานซองตื่น แต่เสียงที่เล็ดรอดออกมากลับเป็นเพียงเสียงกระซิบแห้งผาก
ซากรถสปอร์ตสีดำยับเยินที่ถูกรถลากดึงขึ้นมาจากข้างทางยิ่งตอกย้ำจุนโฮว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่ฝันร้ายธรรมดา... แต่เป็นฝันร้ายที่เขาจะไม่มีวันตื่นจากมันไปตลอดทั้งชีวิต
“ชานซอง....ลืมตาสิ... ชานซอง...ฮึก...”
เด็กหนุ่มพร่ำเรียกชื่อคนรักซ้ำไปซ้ำมา
ทว่าดวงตาคู่สวยยังคงปิดสนิทไม่รับรู้สิ่งใด ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงสะอื้นไห้แทบขาดใจของคนที่เขารัก
เสียงไซเรนหวีดก้องท้องถนนยามค่ำคืน ราวกับจะซ้ำเติมหัวใจที่แตกสลายของเด็กหนุ่มที่ปลิดชีวิตคนรักด้วยมือตนเอง
……………………………………………………….